0

ปักกิ่ง

Beijing มีความหมายว่าเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่ เป็นเมืองหลวง ของจีนมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิ๋น เป็นเมืองที่ผ่านเรี่องราวมากมาย ตั้งแต่เคยเกิดไฟไหม้ใหญ่ และถูกปกครองโดยชาวมองโกล แต่แล้ว ก็กลับมาเป็นเมืองหลวงของจีนอีกครั้งในสมัยราชวงศ์หยวน

ในช่วงเดียวกับที่มาร์โคโปโลเดินทางมาถึงประเทศจีน ราชวงศ์ หมิงได้ปรับปรุงผังเมืองใหม่ พร้อมกับสร้างพระราชวังต้องห้าม หอ บูชาฟ้าเทียนถาน และตามด้วยการสร้างพระราชวังฤดูร้อน

ปักกิ่งมีผังเมืองเป็นรูปตาราง สี่เหลี่ยมตัดกันตามหลักฮวงจุ้ย โดยตั้งใจให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางของโลก มีพระราชวังหลวงตั้งตระหง่าน อยู่ตรงกลางและยังคงตั้งอยู่ ณ ที่เดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง

สิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ที่ไม่ควรพลาดในปักกิ่ง

สนามบินนานาชาติปักกิ่ง

Beijing Capital International Airport

ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากกรุงปักกิ่งราว 20 กิโลเมตร สร้างเทอร์มินัล 1 เสร็จและเปิดใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 จากนั้นมีการสร้างอาคารผู้โดยสาร 2 ในปี ค.ศ. 1999 และสุดท้าย เทอร์มินัล 3 เพื่อต้อนรับโอลิมปิกในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 2008

สนามบินโฉมใหม่มีขนาดกว่า 1 ล้านตารางเมตร ว่ากันว่า ใหญ่ กว่าเพนตากอนของสหรัฐอเมริกาเสียอีก โดยนอร์แมน ฟอสเตอร์ (Norman Foster) เจ้าของบริษัทฟอสเตอร์แอนด์พาร์ตเนอร์ส  (Foster & Partners) สถาปนิกผู้ออกแบบสนามบินเช็กแลปก๊อกของ ฮ่องกงได้พยายามใช้ประสบการณ์การเดินทางของตนในการออกแบบทางเดินแต่ละส่วนให้สั้นที่สุด และแบ่งอาคารสนามบินออกเป็น 2 ข้าง เพื่อช่วยลดความร้อนจากแสงอาทิตย์ เขาเลือกติดสกายไลต์ กรองแสงแดดให้อ่อนลง แต่ยังส่องผ่านเข้ามาสู่ตัวอาคารได้ ทำให้ ในช่วงกลางวันไม่จำเป็นต้องใช้ไฟมาก

สนามกีฬาโอลิมปิก

Beijing National stadium

สถาปนิกจากสวิตเซอร์แลนด์ Herzog & de Meuron ตั้งใจ สร้างความต่างของสนามกีฬาแบบเดิมๆ โดยออกแบบให้สนามกีฬา มีลักษณะภายนอกคล้ายรังนก (Bird’s Nest) ที่มีโครงตาข่ายเหล็ก สีเทาเหมือนกิ่งไม้ ห่อหุ้มเพดานและผนังอาคารที่ทำด้วยวัสดุโปร่ง ใส มองทะลุเห็นอัฒจันทร์ทรงชามสีแดง ตั้งใจให้ดูคล้ายพระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) ภายในกำแพงสีเทาและเขียว บันไดภายในสร้างให้กลมกลืนไปกับโครงตาข่าย และสะท้อนถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

สระว่ายนํ้าแห่งชาติ

Beijing National Aquatics Centre

หรือ Water Cube เนื่องจากการออกแบบให้สระเป็นสี่เหลี่ยม ขนาดยักษ์คล้ายฟองนํ้า สำหรับการแข่งขันกีฬาทางนํ้า โอลิมปิก 2008 ออกแบบและก่อสร้างโดย PTW Architects (ออสเตรเลีย) CSCEC International Design (จีน) และ Arup (อังกฤษ) เน้นหลัก การประหยัดพลังงานโดยใช้ ETFE หรือลามิเนต (Laminate) เป็น ตัวเชื่อมโครงสร้างทั้งหมด และใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเดินเครื่อง กรองนํ้าเสียของสระ

คอมมูน

Commune By The Great Wall

คอมมูนแห่งนี้เกิดจากนักพัฒนาเรียลเอสเตท พาน ซื่ออี้ (Mr. Pan Shiyi) และจางซิน (Ms. Zhang Xin) ที่ลงทุนควักกระเป๋า ให้สถาปนิกชั้นนำชาวเอเชีย 12 คน คนละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเนรมิตเฮาส์คอมเพล็กซ์หรูที่มีกลิ่นอายกำแพงเมืองจีนขึ้น ภายใต้ การบริหารของเครือโรงแรมเคมปินสกี้ จากเยอรมนี

สำนักงานใหญ่สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ CCTV

CCTV Headquarters

อาคารสำนักงานใหญ่ของสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี ถูกออกแบบ ให้เป็น 2 อาคารตั้งมุมเอนเข้าหากัน โดยไม่มิเสาคํ้าตรงจุดนี้ โครงสร้างแบบนี้ช่วยต้านแรงลมและรองรับแผ่นดินไหวได้ดี ออกแบบ โดย Rem Koolhass และ Ole Scheeren สูง 234 เมตร จำนวน 51 ชั้น นอกจากเป็นที่ทำการสถานีโทรทัศน์แล้ว ภายในตึกยังมีโรงแรม โรงภาพยนตร์ และแกลเลอรี่

สถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัยสมัยใหม่

Linked Hybrid

Steven Holl สถาปนิกชื่อดังชาวอเมริกัน สร้าง Linked Hybrid ให้เป็นที่ตั้งของอพาร์ตเมนต์ 622 ห้อง โรงแรมขนาด 60 ห้อง ร้านค้า และแกลเลอรี่ บนเนื้อที่ 210,000 ตารางเมตร เป็น อาคาร 8 หลังที่เชื่อมต่อกันบนชั้นที่ 20 โดยสร้างให้เป็นวงแหวน ของการบริการและร้านกาแฟ เป็นตึกใหญ่ที่สุดในโลกที่ใช้ระบบ ชีวภาพในการทำความเย็น และให้ความอุ่นของตึกทั้งหมด

โรงละครแห่งชาติ

National Centre for the Performing Arts

ตั้งอยู่ใกล้จัตุรัสเทียนอันเหมิน ล้อมรอบด้วยทะเลสาบ โครงสร้างภายนอกประกอบขึ้นจากกระจกผสมไทเทเนียม ดูคล้ายไข่ จนมีชื่อเรียกเล่นๆ กันว่า The Egg ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส Paul Andreu ซึ่งจงใจออกแบบให้อาคารทันสมัยแห่งนี้โดดเด่นอยู่ ท่ามกลางจัตุรัสแห่งประวัติศาสตร์

ย่านฮิปในปักกิ่ง

798 Art Zone

พื้นที่ศิลปะขนาดยักษ์ ที่ดัดแปลงมาจากโกดังเก่าของโรงงาน อิเล็กทรอนิกส์ 798 ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1952 และถูกทิ้งให้ รกร้าง จนปี ค.ศ. 2002 ศิลปินชาวจีนได้ช่วยกันดัดแปลง เปลี่ยน โฉมให้กลายเป็นแหล่งศิลปะที่รวบรวมแกลเลอรี่ บาร์ คาเฟ่ และ ร้านหนังสือไว้ในที่เดียว

ตลาดนัดพันเจียหยวน

Panjiayuan

เดิมเป็นตลาดนัดวันเสาร์-อาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงปักกิ่ง แต่ด้วยแรงโปรโมตของการท่องเที่ยวและความแรงของคนไปเที่ยว เลยเปิดขายทุกวัน ขายทั้งสินค้าใหม่และของมือสอง ตั้งแต่ถ้วยชาม เครื่องครัว เฟอร์นิเจอร์ หนังสือ ฯลฯ นับเป็นหนึ่งในตลาดนัดที่เต็ม ไปด้วยสีสันและน่าเดินที่สุด

ตรอกหนานลั่วกู่

Nanluoguxiang

ซอยเล็กๆ ที่มีบ้านชั้นเดียวแบบโบราณ กำแพงอิฐปูน ทาสีเทา ชาวจีนเรียกตรอกแบบนี้ว่าหูท่ง (Hutong ) ยังปรากฏให้ เห็นบ้างในปักกิ่ง และตรอกหนานลั่วกู่นี้ก็เป็นอีกหนึ่งหูท่งที่ได้รับ การดัดแปลงให้นำสมัย เป็นคาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึก และบาร์เก๋ๆ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดอีกแห่งในการเยือนปักกิ่ง

หูท่งคือตรอกซอยโบราณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของปักกิ่ง ซึ่ง ส่วนใหญ่สร้างในสมัยราชวงศ์หยวน หมิง และชิง โดยสร้างอยู่รอบๆ พระราชวังต้องห้าม ยิ่งอยู่ใกล้พระราชวังต้องห้ามมากเท่าไหร่ ก็แสดง ถึงฐานะทางสังคมที่สูงขึ้นตามลำดับ หูท่งที่อยู่ในแนวทิศตะวันออก จรดตะวันตกของพระราชวังเป็นที่พักอาศัยของขุนนางและชนชั้นสูง ส่วนในแนวทิศเหนือจรดทิศใต้เป็นที่พักของสามัญชน

แต่เดิมคนในตระกูลเดียวกันจะอาศัยอยู่ในหูท่งเดียวกัน และ แต่ละหูท่งจะมีบ้านแบบโบราณเรียกว่า “ซื่อเหอย่วน” (Siheyuan บ้านสี่หลังที่ร่วมใช้ลานบ้านเดียวกัน หรือที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Courtyard) ซื่อเหอย่วนประกอบด้วยบ้านสี่หลังตั้งหันหน้า เข้าหาลานบ้านเดียวกัน โดยบ้านทั้งสี่ตั้งอยู่บนทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตกพอดี เมื่อซื่อเหอม่วนหลายๆ หลังมาตั้งอยู่รวมกัน จึงเหลือเป็นพื้นที่แคบและยาวต่อกัน กลายเป็นตรอกเล็กซอยน้อย ที่เรียกว่าหูท่งนั่นเอง

ตลาดกลางคืนตงหัวเหมิน

Donghuamen Night Market

ตลาดโต้รุ่งที่เรียงรายไปด้วยอาหาร เป็นถนนที่เชื่อมกับถนนตงอันเหมิน (Dong’anrnen Dajie) และถนนหวังฝูจิ่ง (Wangfujing) ย่านช้อปปิ้งและถนนการค้าสายสำคัญ ของปักกิ่งที่ยาวถึง 1 กิโลเมตร ตลาดกลางคืนแห่งนี้มีทั้งของอร่อย และของแปลก (ม้านํ้า ปลาดาว และแมงป่องย่าง) ที่พลาดชิมไม่ได้ คือ ทังหูลู่ (Tanghulu) หรือผลไม้สดเคลือบนํ้าตาลนั่นเอง อีกอย่างคือโยเกิร์ตพร้อมดื่มในขวดดิน คนจีนเรียกโยเกิร์ตว่าซวนหนาย (Saun Nai ) ราคาเพียง 1.5 หยวนเท่านั้น

ย่านกลางคืนซานหลี่ถุน

Sanlitun

ถนนกลางคืนที่มีชื่อเสียงคู่ปักกิ่งมาเนิ่นนาน มีร้านเหล้า ผับ บาร์ และร้านอาหารเรียงราย สามารถเดินทางมาโดยรถไฟใต้ดิน สาย 10 สถานีถวนเจียหู่ (Tuanjiehu) ในตอนกลางวันย่านนี้เป็น ที่ตั้งของสถานทูตหลายแห่ง รวมทั้งของไทยด้วย เนื่องจากเขต เฉาหยาง (Chaoyang) อันเป็นที่ตั้งของย่านนี้เป็นแหล่งของชาว ต่างชาติ มีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ มีโรงแรมระดับ 5 ดาว มากมาย และสถานที่สำคัญต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งช้อปปิ้ง ขนาดใหญ่ เพราะเป็นที่ตั้งของตลาดรัสเซียที่ขายเสื้อผ้าและของฝาก มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และร้านขายอุปกรณ์กีฬาร้านใหญ่ที่สุด ในกรุงปักกิ่ง

10 ส่งไม่ควรพลาดในปักกิ่ง

ด้วยความยิ่งใหญ่ของเมืองหลวง ทั้งประวัติอันแสนยาวนาน และความทันสมัยหลังจากเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก ปักกิ่งมีสิ่งน่าสนใจที่มีอาจผ่านเลยหากมีโอกาสไปเยี่ยมเยือนสักครั้ง แต่ถ้ามีเวลา ไม่มาก ลองเลือกเฉพาะไฮไลต์ไม่ควรพลาดทั้ง 10 นี้

1. ปีนกำแพงเมืองจีน

2. ชมสถาปัตยกรรมสมัยใหม่

3. คุ้ยตลาดนัดพันเจียหยวน

4. ชิมเป็ดปักกิ่ง

5. เดินเล่นรอบจัตุรัสเทียนอันเหมินแวะชมพระราชวังต้องห้าม

6. กระทบไหล่ชาวจีนที่บนถนนคนเดินหวังฝูจิ่ง

7. ขี่จักรยานบนถนนสายวัฒนธรรม

8. ชมงานคิลป็ที่ 798 Art Zone

9. รู้จักจักรพรรดิจีนที่สุสาน 13 กษัตริย์

10. ใช้ชีวิตกลางคืนย่านกลางคืนชานหลี่ถุน

ปักกิ่ง 1-5 วัน

จากกรุงเทพฯ ถึงปักกิ่งใช้เวลาเดินทาง 4-5 ชั่วโมง

สนามบินปักกิ่ง (Beijing Capital Airport  เป่ยจิง โส่ว ตู จี ฉาง) จากเทอร์มินัล 3 นั่งรถเพื่อรับกระเป๋า แล้ว มองหาป้าย (“ชูโข่ว” หรือ “ทางออก”) ใครถนัดขึ้นชัตเติลบัส ก็ให้ลงไปที่ชั้น 1 ด้านนอก ค่าตั๋วชัตเติลบัส 16 หยวนตลอดสาย หรือจะเลือกนั่ง AE หรือ Airport Express ที่เพิ่งเปิดให้บริการช่วง โอลิมปิก 2008 ค่ารถ 25 หยวนทุกสถานี (ความยาว 28.1 กิโลเมตร และมีเพียง 4 สถานีคือ สถานี Dongzhimen สถานี Sanyuanqiao สถานี Terminal 2 และสถานี Terminal 3) หากใครต้องการต่อรถไฟ ใต้ดินให้สังเกตป้ายตัว D แล้วมีวงกลมล้อมอยู่  เป็นสัญลักษณ์ ของรถไฟไต้ดิน-ตี้เถี่ย (Ditie) ส่วนคนกระเป๋าหนัก (ทั้งกระเป๋า เสื้อผ้าและกระเป๋าเงิน) อาจเลือกนั่งแท็กซี่ ราคาประมาณ 65-90 หยวน

วันแรก

คงไม่มีใครใช้เวลาที่ปักกิ่งเพียงวันเดียว แต่ถ้ามีเวลาแค่นี้ จริงๆ ให้เข้าโรงแรม ทิ้งสัมภาระแล้วออกมาเริ่มต้นกันที่สถานีรถ ใต้ดิน Qianmen หรือประตูเฉียนเหมิน (Qianmen mil) อยู่ทาง ตอนใต้ของจัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นประตูที่จักรพรรดิจะดำเนินผ่านจากพระราชวังต้องห้ามสู่หอสักการะฟ้า เพื่อประกอบพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ บนถนนเฉียนเหมินเป็นที่ตั้งของร้านค้าแบรนด์เนมมากมาย แต่มาถึงปักกิ่งทั้งทีควรรองท้องด้วยเป็ดปักกิ่ง แนะนำให้มุ่งหน้าไป ที่บ้านเลขที่ 32 Qianmen Dajie คือร้านเป็ดปักกิ่งที่มีชื่อเสียง ร้านฉวนจูเต๋อ เข่ายาเตี้ยน (Quanjude Kaoyadianเปิดทุกวัน เวลา 10.30-13.00 น. และ 16.30-20.30 น.) ซึ่งอยู่ ระหว่างสถานี Qianmen กับสถานี Hepingmen ไม่ต้องรอช้า สั่งเป็ดปักกิ่ง หรือเข่ายา (Kaoya) ว่ากันว่าเป็ดที่นี่ราคาอาจสูง สักหน่อย (84 หยวน/ครึ่งตัว) เพราะย่างด้วยไม้จากต้นพืช จึงมีกลิ่น หอม แถมหนังเกรียมและเนื้อในอ่อนนุ่ม

เช็ดปากมันๆ แล้วเดินต่อเข้าไปยังจัตุรัสเทียนอันเหมิน โดย เดินตามนักท่องเที่ยวอื่นๆ ไป รับรองไม่มีหลง เดินย่อยเป็ดจนถึง เขตพระราชวังต้องห้าม ซื้อตั๋วราคาคนละ 40 หยวน และแผนที่ กันหลง (ในพระราชวัง) ราคา 5 หยวน กว่าจะเดินทั่วเป็นอันต้องหิว อีกรอบ ออกจากพระราชวังให้ลองนั่งรถใต้ดินจีนดูบ้าง

จากสถานี Tiananmen Xi ไปลงที่สถานี Wangfujing อัน เป็นที่ตั้งของถนนหวังฝูจิ่ง (Wangfujing Dajie) ที่มีร้านเป็ดย่างสาขา ของฉวนจูเต๋อ เข่ายาเตี้ยน แต่คนน้อยกว่า และมีอาหารให้เลือก หลากหลายกว่า อยากลองอาหารจีนอื่นๆ หรือจะสั่งเป็ดปักกิ่งอีกครั้ง ก็ไม่ว่ากัน ไหนๆ ก็อยู่บนถนนหวังฝูจิ่งกันแล้ว ลองเดินดูอาหาร รถเข็นแผงลอย สอยมาสักสองสามอย่างเดินกินไปไม่ให้เสียเวลา ดีกว่า แถมบนถนนแห่งนี้ยังมีร้านแมคโดนัลด์ตั้งเด่นเป็นแลนด์มาร์ก ว่าซอยเล็กๆ ตรงข้ามร้านนั้นน่าเดินศึกษาชีวิตคนปักกิ่งยิ่งนัก อย่า เดินจนเพลินว่ามีเวลาแค่วันเดียว

เมื่อยตรงไหนให้เรียกแท็กซี่ตรงนั้นบอกว่าไป ‘Temple of Heaven” หลังโอลิมปิก 2008 แท็กซี่ปักกิ่งคุ้นกับชื่อภาษาอังกฤษ ของแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างหอบูชาฟ้าเทียนถาน (Tiantan) หรือถ้าอยากประหยัดให้นั่งรถไฟใต้ดินสาย 5 ลงสถานี Tiantan Dongmen แล้วเดินต่ออีกราว 50 เมตร ปัจจุบันหอบูชาเป็นส่วน หนึ่งชองสวนสาธารณะเทียนถาน—เทียนถานกงหยวน (Tiantan Gongyuan) ในอดีตจักรพรรดิจะเสด็จออกจากวังหลวงมา ประกอบพิธีบวงสรวงบูชาสวรรค์ บูชาฟ้าดิน ขอให้พืชพรรณธัญญาหาร อุดมสมบูรณ์ ฝนตกต้องตามฤดูกาลประจำทุกปี หอเทียนถานมี บริเวณกว้างถึง 2.7 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าพระราชวังหลวงถึง 2 เท่า จึงอาจต้องใช้เวลาสัก 2-3 ชั่วโมง

จะให้ครบต้องเลือกระหว่างชอบดูงานศิลปะ (798 Art Zone) หรือสถาปัตยกรรมอย่างสนามกีฬาโอลิมปิก และกายกรรม (Chao-yang Theater) ก่อนจะไปดินเนอร์แถวตลาดกลางคืน ตงหัวเหมิน (Donghuamen) หรือเลือกร้านนั่งชิลๆ อาหาร ดีๆ แถวย่านซานหลี่ถุน (Sanlitun) ที่มีทั้งบาร์และร้านอาหาร ให้เลือกมากมาย

วันที่สอง

เลือกออกไปไกลจากตัวเมือง แต่เป็นสถานที่ต้องไป กำแพง เมืองจีน คนจีนเรียกฉางเฉิง (Changcheng) และสุสาน 13 กษัตริย์ หรือสือซานหลิง (Shi San Ling) ด้วยกำแพงมีความ ยาวมากและมีจุดอนุญาตให้ปีนได้หลายจุด ด่านปาต๋าหลิง (Badal-ing) นั้นเป็นที่นิยมและเดินทางสะดวกที่สุด มีกระเช้าขึ้นไปชั้นบนสุด ได้เลย แล้วจึงค่อยเดินลงหรือจะนั่งกระเช้ากลับก็ได้ ใช้เวลาหมดวัน ที่กำแพงก่อนกลับมาหาข้าวเย็นกินในเมือง

วันที่สาม

ตื่นกันแต่เช้าวันนี้เที่ยวสบายๆ ไปดูบ้านเก่าและความเป็นอยู่ ของชาวปักกิ่งในอดีต (ปัจจุบันยังมีอยู่หลายแห่ง) ตรอกหนานลั่วกู่ (Nanluoguxiang) เพื่อชื่นชมหูท่ง (Hutong) หรือซอยเล็กๆ ที่มีบ้านชั้นเดียว กำแพงอิฐปูน ทาสีเทาแบบจีน โบราณ ซึมซับความเก่าด้วยการนั่งจิบชาหรือกาแฟพอหายเหนื่อย จัดการกับอาหารกลางวันแบบง่ายๆ ตามแผงลอยหรือรถเข็นแล้ว ให้เดินไปยังสถานีรถใต้ดินสาย 5 จากสถานี Zhangzizhoriglu ไป สถานี Lishuiqiao เพื่อเปลี่ยนสาย 13 ไปสถานี Wudaokou แล้วต่อ รถเมล์สาย 332 ไปยังพระราชวังฤดูร้อน หรืออวี้เหอหยวน (Yihe Yuan) อุทยานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน

ถ้าขี้เกียจนั่งรถหลายต่อลองเลือกนั่งรถใต้ดินจากสถานี Zhangzizhonglu ไปลงสถานี Chongwenmen เพื่อไปสวนสาธารณะ ซากกำแพงแห่งราชวงศ์หมิง (Ming City Wall Ruins Park หรือ Ming Chengqiang Yizhi Gongyuan) เป็นสวน สาธารณะที่ร่มรื่น เดิมเป็นกำแพงเมืองในสมัยราชวงศ์หมิง สร้างขึ้น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1419 ที่เหลืออยู่นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของความยาว 1.5 กิโลเมตร ถ้ายังพอมีเวลาให้ไปวัดลามะ—ยงเหอกง (Yonghe- gong)     จะนั่งรถใต้ดินสายเดิมหรือสาย 2 ก็ได้มาลงที่สถานี Yonghegong เดินอีกเล็กน้อย ราคาค่าเข้าชมคนละ 25 หยวน

ช่วงบ่ายเปลี่ยนบรรยากาศไปชมของทันสมัยกันดีกว่า มี สถาปัตยกรรมชั้นแนวหน้าให้เลือกชมหลายแห่ง ก่อนอื่นเลือกไป เดินดูงานศิลปะที่เขาว่ากันว่างานที่แสดงใน 798 Art Zone  นั้นทั้งแนวและอาร์ตสุดๆ ตั้งแต่ตัวอาคารเองที่เป็นโกดังเก่า ของโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ 798 ถูกทิ้งให้รกร้างจนศิลปินชาวจีนต้อง มาลงขันช่วยกันเปลี่ยนโฉมให้กลายเป็นแหล่งศิลปะที่กว้างใหญ่และ น่าเดินเป็นที่สุด

พอแดดล่มลมตก เดินออกจากแกลเลอรี่มองหารถเมล์ที่ สามารถไปต่อรถใต้ดินสาย 8 หรือสายโอลิมปิก ไปลงสถานี Olympic Sports Centre ทั้งตัวสนามกีฬาและสระว่ายน้ำก็น่าดูน่าชมทั้งสิ้น แต่อย่าเพิ่งรีบกลับจนกว่าจะได้เห็นแสงสีที่เขาเป็ดโชว์ทุกวันตอน 6 โมงตรง จะเข้าใจว่าความอลังการของจีนนั้นมีอยู่จริง

ถ้าใครจองตั๋วเที่ยวคากลับก็เตรียมตัวไปหาข้าวเย็นกินที่ สนามบินเลย หรือจะหาร้านนั่งสบายๆ ระหว่างทางก็ไม่ว่ากัน

วันที่สี่

ในปักกิ่ง ใครยังไม่กลับอยากแนะนำให้ทำตัวสบายๆ เช่า จักรยานแล้วขี่เรื่อยๆ เริ่มต้นที่หอสักการะดิน (Ditan Gongyuan)ขี่ไปตามถนน Yonghegong Dajie จนถึงทางเข้าวัดลามะ (Yonghegong) วัดพุทธแบบทิเบต เดิมเป็นตำหนักของ จักรพรรดิหย่งเจิ้ง ทรงประทานให้เป็นวัด หลังคาจึงยังคงมุงด้วย กระเบื้องสีเหลือง เดินชมและสักการะพระพุทธรูปในวิหารทั้ง 5 โดย เฉพาะในวิหารว่านฟู่เก๋อ (Wanfuge) วิหารสามชั้นประดิษฐาน พระพุทธรูปสูง 25 เมตร ที่แกะสลักจากไม้จันทน์ต้นเดียว

อิ่มใจอิ่มบุญแล้วจากนั้นไปทางตะวันตกเข้าสู่ถนนเล็กๆ Guozijian Jie จะพบวัดข่งเหมี่ยว (Kong Miao) แวะไหว้พระ ขอพรแล้วขี่ต่อไปจนถึงถนน Andingmennei Dajie ถนนสาย สำคัญของปักกิ่งให้เลี้ยวซ้ายตรงถนน Gulou Dongdajie แล้วเลี้ยว ขวาไปยังหอกลองกูโหลว (Gulou) ใกล้ๆ กันเป็นหอระฆังจงโหลว (Zhonglou) จากนั้นกลับเข้าสู่ถนน Dianmenwai Dajie จน พบถนน Yandai Xijie ทางขวามือ ถนนแคบๆ นี้มีร้านซ่อมจักรยาน ร้านอาหาร และบ้านโบราณ แวะหาของอร่อยๆ แบบจีนๆ รองท้อง เป็นอาหารกลางวัน แล้วจึงขี่ไปพักท้องที่สวนโหวไห่ (Houhai) ซึ่งอยู่ไม่ไกล หายเหนื่อยคลายอิ่มแล้วขึ้นอานขี่ต่อไปทางซ้ายตรง สะพานโค้งเล็กๆ (Yindirig Qiao) ที่แยกทะเลสาบโหวไห่ และ ทะเลสาบเฉียนไห่ (Qianhai) ที่เหมาะกับการถ่ายรูปช่วงบ่าย แดดคล้อยอย่างยิ่ง รอบๆ ทะเลสาบเป็นบาร์เหล้าและร้านชา-กาแฟ น่านั่ง ทางตะวันตกของทะเลสาบเป็นถนน Houhai Xijie ให้ขี่ไปจน สุดถนนแล้วเลี้ยวซ้ายราว 200 เมตร จะพบกับกงหวังฟู (Gong- wangfu Prince Gong’s Mansion 14 Liuyin Jie ค่าเข้าชม คนละ 20 หยวน หรือหากต้องการชมงิ้วและดื่มชาต้องจ่าย 60 หยวน เปิดทุกวัน เวลา 08.30-16.30 น.) บ้านพักของราชนิกุลในราชวงศ์ รง

ถ้ายังมีเวลาหรือไม่เหนื่อยนักให้ขี่ต่อไปยังพระราชวังต้องห้าม ขี่จักรยานชมรอบๆ ก่อนหาที่จอดแล้วเข้าไปชมภายใน ซึ่งต้อง ใช้เวลาหลายชั่วโมง

วันที่ห้า

วันสุดท้ายที่ต้องหาของฝากญาติมิตร ตลาดนัดพันเจียหยวน (Panjiayuan iSi?0) ก็น่าสนใจหากอยู่ปักกิ่งในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่นี่เป็นตลาดนัดใหญ่ที่สุดในกรุงปักกิ่ง ขายทั้งสินค้าใหม่และของ มือสอง ถ้าไม่ใช่นักช้อป แค่มาเดินดูคนจีนจากทั่วสารทิศและชาว ต่างชาติมาจับจ่ายก็สนุกพอๆ กับเดินท่ามกลางฝูงชนในจัตุรัสเทียน อันเหมิน ตลาดรัสเซียเป็นอีกตัวเลือก ยิ่งเป็นคนไทยสนุกกับการ ต่อราคาด้วยแล้วยิ่งสนุกใหญ่ เพราะราคาที่ตั้งกับที่ต่อกันนั้นบางครั้ง ห่างกว่าครึ่ง แต่ตลาดแห่งนี้ไม่แนะนำคนขี้รำคาญหรือไม่ชอบของ ก๊อบ อีกแห่งคือถนนหวังฝูจิ่ง ถนนเส้นยาวเป็นที่ตั้งของร้านค้า ทันสมัยอยู่ท่ามกลางตึกเก่า เพราะที่นี่เป็นแหล่งช้อปปิ้งเก่าแก่มากว่า ร้อยปี เป็นถนนที่ชาวปักกิ่งนิยมมาเดินเล่นในช่วงกลางคืนเพื่อชม ไฟที่ประดับประดาสวยงาม

สำหรับคนปักกิ่งนั้นนิยมไปช้อปปิ้งกันที่ห้างซิ่วสุ่ยเจีย (Xiu Shui Jie) ที่ขายของก๊อบแบรนด์เนมเกรดดี มากว่า 20 ปี เดินทางด้วยรถไฟใต้ดินสาย 1 สถานี Yonganli

ช่องเวลาน่าเที่ย

ปักกิ่งอยู่ในเขตอิทธิพลของลมมรสุมเขตอบอุ่น แบ่งเป็น 4 ฤดู ช่วงฤดูใบไม้ผลและใบไม้ร่วงมีระยะเวลาสั้นมาก แต่มีฤดูร้อนและ หนาวที่ยาวนาน อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 12 องศาเซลเซียส อากาศ หนาวเย็นที่สุดในเดือนมกราคม ซึ่งอากาศจะหนาวและแห้ง อุณหภูมิ ต่ำสุดอาจถึง -10 องศาเซลเซียส เดือนกรกฎาคมอากาศร้อนจัด และอาจมีฝน อุณหภูมิเฉลี่ย 28 องศาเซลเซียส ฤดูท่องเที่ยวของ ปักกิ่งคือฤดูร้อน ช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ช่วงนี้ราคาโรงแรมจะ สูงขึ้น ด้วยนักท่องเที่ยวหลายล้านคนที่ต้องการขึ้นไปยลโฉมกำแพง เมืองจีน ช่วงเวลาที่ควรไปเยือนที่สุดคือฤดูใบไม้ร่วง ช่วงเดือน กันยายน-พฤศจิกายน ซึ่งอากาศดีและนักท่องเที่ยวบางตาลงมาก ฤดูใบไม้ผลิก็อากาศดีเช่นกัน แต่เป็นช่วงที่มีลมแรงและฝุ่นจากทะเล­ทราย และโปรดจำไว้ว่าอย่าไปเที่ยวในช่วงตรุษจีนเด็ดขาด เนื่องจาก กิจการและสถานที่ทุกแห่งปิดหมด

เตรียมเสื้อผ้า

ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์)

โค้ตหนาและชุดชั้นในแนบเนื้อสำคัญมาก ถุงมือ ผ้าพันคอ และหมวกก็เป็นสิ่งจำเป็น แนะนำว่าอาจหาซื้อเสื้อทหารของจีนที่ใช้ ในฤดูหนาวที่เรียกว่า จุนต้าอี้ (Jun Da Yi) ราคาไม่เกิน 100 หยวน ทั้งกันหนาวและดูเป็นวัยรุ่นชาวปักกิ่งอีกด้วย

ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม)

กางเกงยีน เสื้อยืด และสเวตเตอร์อีกตัวที่สามารถกันฝุ่นและ ลมได้ก็เพียงพอแล้ว

ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม)

กางเกงและเสื้อผ้าฝ้ายน่าจะดีที่สุด อย่าลืมแว่นกันแดด และ ร่มหรือเสื้อกันฝนไปด้วย เพราะฝนมักตกในช่วงนี้

ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน)

แต่งตัวตามสบายเพราะอากาศดี แต่ควรมีสเวตเตอร์ไปด้วย เพราะอากาศช่วงคํ่ามักหนาว แถมด้วยรองเท้าเดินสบายสักคู่ รับรอง ว่าจะเป็นการเที่ยวปักกิ่งที่สมบูรณ์

อุณหภูมิเฉลี่ยในปักกิ่ง

ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
อุณหภูมิต่ำสุด () -9.9 -7.4 -1 6.6 12.7 17.9 21.5 20.2 13.8 6.9 -0.6 -7.3
อุณหภูมิสูงสุด () 1.4 3.9 10.7 19.6 26.4 0.2 30.8 29.4 25.7 18.9 9.9 2.9

เทศกาลน่าสนใจ

ตรุษจีน–ชุนเจี๋ย (Chun Jie)

เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ หรือขึ้นปีเพาะปลูกใหม่ หรือวันขึ้นปีใหม่ เริ่มต้นในวันที่ 1 เดือน 1 ของปีตามจันทรคติ และสิ้นสุดในวันที่ 15 ซึ่งจะเป็นเทศกาลประดับโคมไฟ ชาวปักกิ่งนิยมอวยพรด้วยคำว่า ซินเหนียนไคว่เล่อ

ชิงหมิงเจี๋ย (Qing Ming Jie)

หรือ เชงเม้ง “เชง” หมายถึง สะอาด บริสุทธิ์ และ “เม้ง” หมายถึง สว่าง รวมแล้วหมายความถึง ช่วงเวลาแห่งความแจ่มใส รื่นรมย์ เชงเม้งในประเทศจีนคือวันที่ 5 เมษายน เป็นประเพณีไหว้ บรรพบุรุษและทำความเคารพสุสาน เพื่อแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยมีอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื๊อ ที่เน้นเรื่องความกตัญญู เป็นสำคัญ

ตวนอู่เจี๋ย (Duan Wu Jie)

ตรงกับวันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินทางจันทรคติ เป็นการ ระลึกถึงวันที่ชื่อหยวน [Qu Yuan (340-278 ปีก่อนคริสต์ศักราช)] กวีผู้รักชาติกระโดดน้ำตาย มีการเฉลิมฉลองด้วยการแข่งเรือมังกร บางครั้งจึงเรียกเทศกาลนี้ว่าเทศการแข่งเรือมังกร (Dra­gon Boat Festival)

ไหว้พระจันทร์-จงชิวเจี๋ย (Zhong Qiu Jie)

หรือเทศกาล “กลางฤดูใบไม้ร่วง” เพื่อระลึกถึงเทพธิดาแห่ง พระจันทร์ โดยปกติจะมีขึ้นในวันที่ 15 (วันเพ็ญ) เดือน 8 (เดือน กันยายน หรือตุลาคม) ขนมไหว้พระจันทร์ของจีนแต่เดิมนั้นมี ส่วนประกอบเช่นถั่วแดง ลูกนัทจีน 5 ชนิด และเมล็ดบัว นอกจากนี้ ยังมีการบูชาด้วยแป้งและเครื่องสำอางด้วยเพราะหวังว่าการทำเช่นนี้ จะนำมาซึ่งความสวยงามและผิวงามแก่สมาชิกในครอบครัว

ตงจื้อเจี๋ย (Dong Zhi Jie)

หรือเทศกาลฤดูหนาว คือวันที่พระอาทิตย์จะส่องแสงสั้นที่สุด โดยประมาณจะตรงกับวันที่ 22 ธันวาคมของทุกปี (แต่ปีที่มีอธิกมาส จะตรงกับวันที่ 21 ธันวาคม) ในสมัยโบราณ ชาวจีนให้ความสำคัญ กับเทศกาลนี้ไม่แพ้วันตรุษจีน เพราะถือเสมือนเทศกาลสิ้นปี ผู้คน จะปิดร้านรวงและบ้านเรือน ทำบุญตามวัดหรือไหว้เจ้า เอกลักษณ์ สำคัญในเทศกาลคือผู้คนจะปั้นและกินขนมที่มีลักษณะคล้ายขนม บัวลอย ซึ่งทำจากแป้งและต้มกับน้ำเชื่อม เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ แก่ร่างกาย โดยมีความเชื่อว่า เมื่อกินแล้วคนในครอบครัวจะรักและ ผูกพันกันยิ่งขึ้น เป็นเทศกาลที่ญาติพี่น้องจะกลับบ้านมาอยู่พร้อมหน้า กันอีกครั้ง อีกทั้งยังเชื่อว่าเป็นมงคลเพราะอายุเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปี

วันหยุด

- ตรุษจีน

- วันแรงงาน (วันที่ 1 พฤษภาคม เป็นช่วงเวลาหยุดยาวของ ประเทศจีน ในช่วงเวลานี้คนจะออกมาเที่ยวกันมาก จึงทำให้สถานที่ ท่องเที่ยวต่างๆ เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ)

- วันชาติ (วันที่ 1 ตุลาคม วันพิเศษของชาวจีน โดยประชาชน ทั่วประเทศจะร่วมกันจัดกิจกรรม เฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ล่วงหน้า ไปประมาณ 1 สัปดาห์ และใช้โอกาสวันหยุดระยะยาวนี้พากันออก ไปเที่ยวนอกบ้านนอกเมืองกันทั้งครอบครัว)

หนังสือ ปักกิ่ง

Filed in: ทัวร์จีน Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Recent Posts

Bookmark and Promote!

Leave a Reply

You must be Logged in to post comment.

Proudly designed by Theme Junkie.